วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่ปรากฏในท้องที่อำเภอนาดูน


              (1) กู่สันตรัตน์ ตั้งอยู่ที่ตำบลกู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน เป็นโบราณสถานที่สร้างด้วยศิลาแลง ศิลปะแบบบายน สมัยลพบุรี สร้างประมาณปี พ.ศ.1650-1700 สมัยพระเจ้าชัยวรมัน   ที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของขอม ผู้เคร่งในศาสนาพุทธนิกายมหายาน สร้างขึ้นเป็นเทวสถานและพุทธสถาน ซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วที่สร้างด้วยศิลาแลง สูงประมาณ 1.50 เมตร องค์กู่สูงประมาณ 10 เมตร หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่นได้ขุดแต่งเมื่อ พ.ศ.2514 ได้พบโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น พระพุทธรูปปางนาคปรก (ศิลาทราย) พระโพธิสัตว์วัชรธร (ศิลาทราย) ซึ่งเป็นศิลปะสมัยลพบุรีประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18 ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดขอนแก่น และเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2514 เวลา 16.25 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกู่สันตรัตน์แห่งนี้ นับว่าเป็นสิริมงคลแก่ชาวนาดูนเป็นอย่างยิ่ง


              (2) กู่น้อย อยู่ติดกับกู่สันตรัตน์ ไปทางทิศตะวันออก เป็นปรางค์ขอมก่อด้วย      ศิลาแลงมีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ สูง 1.80 เมตร องค์กู่พังเกือบหมด ในการขุดแต่งของหน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น พบศิลปวัตถุสมัยลพบุรีหลายชิ้น ชิ้นที่งามที่สุดคือ รูปพระอิศวรรูปพระนารายณ์และเศียรเทวรูป ซึ่งทำด้วยหินทราย ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดขอนแก่น

              (3) ศาลานางขาว (นางชี) อยู่ติดกับกู่สันตรัตน์ไปทางทิศเหนือ เป็นปรางค์ขอม   ก่อด้วยศิลาแลง มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ สูงประมาณ 1 เมตร ตัวกู่พังทลายเกือบหมด หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ขุดแต่งเมื่อปี พ.ศ.2514 พบศิลาจารึก 1 หลัก สูง 21 เซนติเมตร กว้าง   9 เซนติเมตร หนา 4.5 เซนติเมตร มีจารีกรวม 14 บรรทัด ส่วนบรรทัดที่ 15 ได้ขาดหายไป เพราะศิลาจารึกหักเป็นท่อนออกจากกัน


 (4) พระธาตุนาดูน
                   เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2522 ประชาชนกลุ่มหนึ่งได้ขุดพบพระพิมพ์ดินเผาในบริเวณที่นาของนายทองดี ปะวะภูตา ราษฎรบ้านนาดูน ได้พระพิมพ์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ข่าวการขุดค้นพบพระพิมพ์ดินเผาได้แพร่กระจายออกไป ทำให้มีประชาชนที่ทราบข่าวเดินทางมาขุดค้นอย่างมากมาย และหน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ได้เข้ามาทำการขุดแต่งโบราณสถานตรงที่ขุดพบพระพิมพ์ เพื่อรักษาสภาพสถูปองค์เดิมไว้ แต่กระทำไม่สำเร็จ เพราะฝูงชนจำนวนมหาศาลได้เข้าแย่งชิงเพื่อค้นหาพระพิมพ์ เจ้าหน้าที่จากหน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ต้องยุติการขุดแต่งและปล่อยให้ประชาชนได้ขุดค้นหาพระพิมพ์ต่อไป จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2522 นายบุญจันทร์ เกษแสนศรี นักการภารโรงสำนักงานที่ดินอำเภอนาดูนได้ขุดค้นพบสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตัวสถูปทำด้วยทองสำริด และได้นำสถูปดังกล่าวมามอบให้กับอำเภอนาดูน นอกจากนั้นที่ด้านหลังพระพิมพ์บางองค์ยังมีจารึกเป็นภาษาขอมโบราณและมอญโบราณ ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการสร้างพระพิมพ์ดินเผาดังกล่าว

              (5) บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
                   บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือ หนองดูน ตั้งอยู่บริเวณที่ลุ่มกลางนา ของนายก้าน ปัจจัยโก ราษฎรบ้านหนองโง้ง หมู่ที่ 2 ตำบลนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม อยู่ห่างจากที่ตั้งอำเภอนาดูนไปทางทิศเหนือ ประมาณ 3 กิโลเมตร พ่อใหญ่สุ่ย ปัตตาเนย์ อายุ 81 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านหนองโง้ง เล่าว่า แต่เดิมทุ่งหนองดูนเป็นป่าดงมีต้นไม้หนาแน่น มีสัตว์ป่า เช่น เสือ ข้าง หมี หมูป่า กระทิง แรด สัตว์ป่าเหล่านั้นอาศัยน้ำในหนองดูนยังชีพ ดังนั้นบริเวณหนองดูนจึงเป็นที่ล่าสัตว์ของนายพราน ต่อมาเห็นว่า เป็นแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์จึงมีผู้มาตั้งบ้านเรือนขึ้นบริเวณใกล้ๆ หนองดังกล่าว และตั้งชื่อว่า บ้านนาดูน
                   พ่อใหญ่ก้าน ปัจจัยโก อายุ 75 ปี เจ้าของที่นาเล่าว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นน้ำดูนแล้ว เคยไปเฝ้าดูการไหลซึมของน้ำ และเห็นการไหลซึมของน้ำออกมามากกว่าปกติในวันโกนและวันพระ (ขึ้น แรม 7 , 8 และ 14 , 15 ค่ำ) และบริเวณหนองดูนแห่งนี้ จะมีน้ำไหลซึมตลอดปี จึงเป็นแหล่งน้ำดื่มของผู้คนในละแวกนั้น ตลอดจนสัตว์เลี้ยง ประกอบกับบริเวณใกล้เคียงกับหนองดูนเป็นที่ราบสลับกันเนินดิน บริเวณเหล่านี้ได้มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุ เศษกระเบื้องไห พระพิมพ์ดินเผา และพระสำริดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเนินดินทิศใต้ของหนองดูน เป็นป่ารกมีต้นประดู่ใหญ่ ใช้เป็นที่ตั้งศาลพระภูมิของหมู่บ้าน ซึ่งจะมีการทำบุญเลี้ยงเจ้าที่เจ้าทางเป็นประจำทุกปีเรียกว่าบุญหนองดูน ชาวบ้านจึงมีความเชื่อว่า บริเวณหนองดูนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เวลาผ่านไปมาจะต้องบอกกล่าว มิฉะนั้นจะได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยลงได้

ที่มาจาก : http://www.nadoon.com

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

ประวัติจังหวัดมหาสารคาม




     เมืองมหาสารคามถือว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญและยาวนานมาหลายร้อยปี เพราะได้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยคุปตะตอนปลายและปัลลวะของอินเดียผ่านเมืองพุกามมาในรูปแบบของศิลปะสมัยทวารวดี เช่น บริเวณเมืองกันทรวิชัย (โคกพระ) และเมืองนครจำปาศรี โดยพบหลักฐาน เป็นพระยืนกันทรวิชัย พระพิมพ์ดินเผา ตลอดทั้งพระบรมสารีริกธาตุ นอกจากนั้นแล้วยังได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ผ่านทางชนชาติขอม ในรูปแบบสมัยลพบุรี เช่น กู่สันตรัตน์ กู่บ้านเขวา กู่บ้านแดง และกู่อื่น ๆ รวมไปจนถึงเทวรูปและเครื่องปั้นดินเผาของขอมอยู่ตามผิวดินทั่ว ๆ ไปในจังหวัดมหาสารคาม

    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยก "บ้านลาดกุดยางใหญ่" ขึ้นเป็น เมืองมหาสารคาม เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2408 โดยแยกพื้นที่และพลเมืองราว 2,000 คนมาจากเมืองร้อยเอ็ด และโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวมหาชัย (กวด ภวภูตานนท์) เป็นพระเจริญราชเดช เจ้าเมือง มีท้าวบัวทองเป็นผู้ช่วยขึ้นกับเมืองร้อยเอ็ด  ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้แยกเมืองมหาสารคามขึ้นตรงกับกรุงเทพมหานครเมื่อ พ.ศ. 2412 และร้อยเอ็ดได้แบ่งพลเมืองให้อีก 7,000 คน พลเมืองเดิมอพยพมาจากเมืองจำปาศักดิ์ ท้าวมหาชัยและท้าวบัวทองนั้นเป็นหลานโดยตรงของพระยาขัติยวงศา (สีลัง) เจ้าเมืองคนที่ 2 ของเมืองร้อยเอ็ด เดิมกองบัญชาการของเมืองมหาสารคามตั้งอยู่ที่เนินสูงแห่งหนึ่งใกล้กุดนางใย ได้สร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและศาลมเหศักดิ์ขึ้นเป็นที่สักการะของชาวเมือง ต่อมาสร้างวัดดอนเมืองแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นวัดข้าวฮ้าว (วัดธัญญาวาส) และได้ย้ายกองบัญชาการไปอยู่ริมหนองกระทุ่มด้านเหนือของวัดโพธิ์ศรีปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2456 หม่อมเจ้านพมาศ นวรัตน์ เป็นปลัดมณฑลประจำจังหวัด โดยความเห็นชอบของพระมหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิริยะศิริ) ได้ย้ายศาลากลางมาอยู่ ณ ที่ตั้งศาลากลางหลังเดิม (ที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคามปัจจุบัน) และในปี พ.ศ. 2542 ได้ย้ายศาลากลางมาอยู่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน มีผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัดรวม 46 คน


ที่มาจาก : https://th.wikipedia.org