วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

ข้อมูลส่วนตัว



ชื่อ   นางสาวณัฐสุดา     ขันขวา
รหัสนิสิต 54011420028   คณะ สาธารณสุขศาสตร์ ( PHE.)
ชั้นปีที่ 2 ระบบ พิเศษ
รายวิชา การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน กลุ่มที่ 3
โทร : 084-4041385

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556


เกร็ดความรู้

กรรมวิธีขั้นตอนการทำไหม (( (แบบชาวบ้าน
          ก่อนที่จะทอผ้าไหมต้องมีขั้นตอนการเตรียมไหมก่อนทอหลังจากผ่านกรรมวิธีการเลี้ยงไหมแล้วจนตัวไหมทำรังขั้นตอนต่อไปก็คือนำตัวไหมที่มีรังหุ้มอยู่มาต้มเพื่อที่จะนำใยที่หุ้มตัวไหมอยู่ออกมาในรูปของเส้นไหม ซึ่งมีกรรมวิธี ดังนี้


การสาวไหม
          ทำได้โดยการต้มตัวไหม โดยใช้หม้อขนาดวัดโดยรอบประมาณ 25 นิ้ว ปากหม้อนั้นครอบด้วยไม้โค้งคล้ายห่วงของถังไม้และใช้ไม้ลักษณะแบนเจาะรูตรงกลางพาดระหว่างห่วงทั้งสองข้าง และเหนือไม้แบนๆ นี้ มีไม้รอกคล้ายจักรที่ให้หนูถีบ ซึ่งจักรมีลักษณะเป็นรูปกลมๆ จากนั้นเอาฝักไหมที่จะสาวใส่ลงไปในหม้อ ประมาณ 30 - 50 นาที ระหว่างที่รอให้คน ประมาณ 2 - 3 ครั้ง ให้รังไหม สุกทั่วกัน แล้วเอาแปรงชะรังไหมเบาๆ เส้นไหมก็จะติดแปรงขึ้นมา จึงนำมาสอดที่รูตรงกลางของไม้ระหว่างห่วงทั้งสองข้าง และสาวให้พ้นรอก 1 รอบ จากนั้นเวลาสาวไหม จะใช้มือทั้งสองข้าง โดยมือหนึ่งสาวไหมจากรอกลงภาชนะที่รองรับเส้นไหม ส่วนอีกมือหนึ่งถือไม้อันหนึ่งเรียกว่า "ไม้ขืน" ซึ่งมีลักษณะเป็นง่ามยาวประมาณ 1 ศอกเพื่อเพื่อใช้ในการกดและเขย่ารังไหมที่อยู่ในหม้อเพราะรังไหมที่อยู่ในหม้อนั้นจะลอยถ้าไม่กด และเขย่าก็จะเกาะกันแน่นสาวไม่ออก หรือออกมาในลักษณะที่เส้นไหมมีขนาดไม่สม่ำเสมอกัน เครื่องสาวไหมทั้งหมดเรียกว่า "เครื่องพวงสาว" การสาวไหมนี้ต้องหมั่นเติมน้ำเย็นลงไปเป็นระยะระวังอย่าให้น้ำถึงกับร้อนและเดือด

เครื่องมือในการสาวไหมประกอบด้วย
     1. เครื่องสาวไหม หรือ พวงสาว คือ รอกที่ใช้ดึงเส้นไหมออกจากหม้อ
     2. เตาไฟสำหรับต้มรังไหม อาจเป็นเตาถ่านหรือเตาที่ใช้ฟืนก็ได้
     3. หม้อสำหรับต้มรังไหมจะเป็นหม้อดินหรือหม้อเคลือบก็ได้ ที่นิยมใช้หม้อนึ่งข้าวเหนียว เรียกว่าหม้อนึ่งเพราะมีขอบปากบานออกรับกับพวงสาวได้พอดี
     4. แปรงสำหรับชะรังไหมทำด้วยฟางข้าว
     5. ถังใส่น้ำ เพื่อเอาไว้เติมน้ำในหม้อต้มเมื่อเวลาน้ำร้อนเดือด
     6. ไม้ขืน สำกรับเขี่ยรังไหมในหม้อให้เป็นไปตามต้องการและให้เส้นไหมผ่านขึ้นไปยังรอก
     7. กระบุงหรือตะกร้า สำหรับใส่เส้นไหม





 • การฟอกไหม
          หลังจากที่สาวไหมจนหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ ต้องนำไหมที่ได้นั้นมาฟอกให้นิ่มและเป็นสีขาว วิธีฟอกไหม ชาวบ้านไม่ได้ใช้สารเคมี แต่จะใช้ของที่หาง่ายอยู่ใกล้ตัว เช่น กาบกล้วย ใบกล้วย ต้นกล้วย ผักโขมหนาม ต้นตัง ไก่น้อย งวงต้นตาล ก้านตาล ฝักหรือเปลือกเพกา ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งนำมาฝานให้บาง ผึ่งแดดให้แห้ง และเผาไฟจนเป็นเถ้า นำเถ้าที่ได้ไปแช่น้ำไว้ให้ตกตะกอน ใช้เฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใส นำไหมที่จะฟอกลงแช่โดยก่อนจะนำไหมลงแช่จะต้องทุบไหมให้อ่อนตัว เพื่อที่น้ำจะได้ซึมเข้าได้ง่าย แช่จนไหมนิ่มและขาว จึงนำไปผึ่งแดดให้แห้ง หากไหมยังไม่สะอาดก็นำไปแช่ตามวิธีเดิมอีก จากนั้นการดึงไหมออกจากลุ่มไหมจะต้องทำโดยระมัดระวังไม่ให้พันกัน เส้นไหมที่ฟอกแล้วจะอ่อนตัวลง เส้นนิ่ม


การย้อมสีไหม
          สีไหมที่นิยมใช้ย้อมมี 2 ชนิด คือ
     -  สีย้อมที่ได้จากธรรมชาติ ได้จากต้นไม้ ใช้ได้ทั้งใบ เปลือก ราก แก่นและผล ชาวอีสานรู้จักการย้อมสีไหมให้ได้สีตามต้องการ จากสีธรรมชาติมานานแล้ว มีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควรเริ่มจากไปหาไม้ที่จะให้สีที่ต้องการ ซึ่งจะอยู่ในป่าเป็นส่วนไหญ่ บางสีต้องการใช้ต้นไม้หลายชนิด ทำให้ยุ่งยาก เมื่อได้มาแล้วต้องมาสับมาซอย หั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำไปต้มกรองเอาน้ำให้ได้มากตามต้องการ แล้วจึงนำไปย้อมแต่ละครั้งสีจะแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนเดิมทีเดียว ทำให้เกิดรอยด่างบนผืนผ้าได้ ปัจจุบันจึงนิยมใช้สีเคมีเป็นส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด เพราะย้อมง่าย ขั้นตอนที่ทำไม่ยุ่งยากซับซ้อนสีที่ได้สม่ำเสมอ จะย้อมกี่ครั้งๆ ก็ได้สีเหมือนเดิมและสีติดทนนานมากกว่าสีจากธรรมชาติ ต้นไม้ที่นำย้อมแบบพื้นบ้าน สีที่ย้อมจากธรรมชาติ มีดังนี้
          1. สีแดง ได้จาก ครั่ง รากยอ
          2. สีน้ำเงิน ได้จาก ต้นคราม
          3. สีเหลือง ได้จาก แก่นขนุน ขมิ้นชัน แก่นเข
          4. สีเขียว ได้จาก เปลือกสมอและใบหูกวาง ใบเตย
          5. สีม่วงอ่อน ได้จาก ลูกหว้า
          6. สีชมพู ได้จาก ต้นฝาง ต้นมหากาฬ
          7. สีดำ ได้จาก เปลือกสมอ และลูกมะเกลือ ลูกระจาย
          8. สีส้ม ได้จากลูกสะตี (หมากชาตี)
          9. สีน้ำตาลแก่ ได้จาก จานแก่นอะลาง
          10. สีกากีแกมเขียว ได้จาก เปลือกเพกากับแก่นขนุน
          11. สีกากีแกมเหลือง ได้จาก หมากสงกับแก่นแกแล

     -  สีย้อมวิทยาศาสตร์ หรือสีสังเคราะห์ มีส่วนผสมทางเคมีวิธีย้อมแต่ละครั้ง จะใช้สัดส่วนของสี และสารเคมีที่แน่นอนสีที่ได้จากการย้อมแต่ละครั้งจะเหมือนกัน แหล่งทอผ้าในปัจจุบันนิยมใช้สีย้อมวิทยาศาสตร์



ที่มาจาก : http://www.sarakhamclick.com

*****   ข้อมูลส่วนตัว : https://newgenzy.blogspot.com/   *****

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่ปรากฏในท้องที่อำเภอนาดูน


              (1) กู่สันตรัตน์ ตั้งอยู่ที่ตำบลกู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน เป็นโบราณสถานที่สร้างด้วยศิลาแลง ศิลปะแบบบายน สมัยลพบุรี สร้างประมาณปี พ.ศ.1650-1700 สมัยพระเจ้าชัยวรมัน   ที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของขอม ผู้เคร่งในศาสนาพุทธนิกายมหายาน สร้างขึ้นเป็นเทวสถานและพุทธสถาน ซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วที่สร้างด้วยศิลาแลง สูงประมาณ 1.50 เมตร องค์กู่สูงประมาณ 10 เมตร หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่นได้ขุดแต่งเมื่อ พ.ศ.2514 ได้พบโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น พระพุทธรูปปางนาคปรก (ศิลาทราย) พระโพธิสัตว์วัชรธร (ศิลาทราย) ซึ่งเป็นศิลปะสมัยลพบุรีประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18 ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดขอนแก่น และเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2514 เวลา 16.25 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกู่สันตรัตน์แห่งนี้ นับว่าเป็นสิริมงคลแก่ชาวนาดูนเป็นอย่างยิ่ง


              (2) กู่น้อย อยู่ติดกับกู่สันตรัตน์ ไปทางทิศตะวันออก เป็นปรางค์ขอมก่อด้วย      ศิลาแลงมีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ สูง 1.80 เมตร องค์กู่พังเกือบหมด ในการขุดแต่งของหน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น พบศิลปวัตถุสมัยลพบุรีหลายชิ้น ชิ้นที่งามที่สุดคือ รูปพระอิศวรรูปพระนารายณ์และเศียรเทวรูป ซึ่งทำด้วยหินทราย ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดขอนแก่น

              (3) ศาลานางขาว (นางชี) อยู่ติดกับกู่สันตรัตน์ไปทางทิศเหนือ เป็นปรางค์ขอม   ก่อด้วยศิลาแลง มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ สูงประมาณ 1 เมตร ตัวกู่พังทลายเกือบหมด หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ขุดแต่งเมื่อปี พ.ศ.2514 พบศิลาจารึก 1 หลัก สูง 21 เซนติเมตร กว้าง   9 เซนติเมตร หนา 4.5 เซนติเมตร มีจารีกรวม 14 บรรทัด ส่วนบรรทัดที่ 15 ได้ขาดหายไป เพราะศิลาจารึกหักเป็นท่อนออกจากกัน


 (4) พระธาตุนาดูน
                   เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2522 ประชาชนกลุ่มหนึ่งได้ขุดพบพระพิมพ์ดินเผาในบริเวณที่นาของนายทองดี ปะวะภูตา ราษฎรบ้านนาดูน ได้พระพิมพ์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ข่าวการขุดค้นพบพระพิมพ์ดินเผาได้แพร่กระจายออกไป ทำให้มีประชาชนที่ทราบข่าวเดินทางมาขุดค้นอย่างมากมาย และหน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ได้เข้ามาทำการขุดแต่งโบราณสถานตรงที่ขุดพบพระพิมพ์ เพื่อรักษาสภาพสถูปองค์เดิมไว้ แต่กระทำไม่สำเร็จ เพราะฝูงชนจำนวนมหาศาลได้เข้าแย่งชิงเพื่อค้นหาพระพิมพ์ เจ้าหน้าที่จากหน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ต้องยุติการขุดแต่งและปล่อยให้ประชาชนได้ขุดค้นหาพระพิมพ์ต่อไป จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2522 นายบุญจันทร์ เกษแสนศรี นักการภารโรงสำนักงานที่ดินอำเภอนาดูนได้ขุดค้นพบสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตัวสถูปทำด้วยทองสำริด และได้นำสถูปดังกล่าวมามอบให้กับอำเภอนาดูน นอกจากนั้นที่ด้านหลังพระพิมพ์บางองค์ยังมีจารึกเป็นภาษาขอมโบราณและมอญโบราณ ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการสร้างพระพิมพ์ดินเผาดังกล่าว

              (5) บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
                   บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือ หนองดูน ตั้งอยู่บริเวณที่ลุ่มกลางนา ของนายก้าน ปัจจัยโก ราษฎรบ้านหนองโง้ง หมู่ที่ 2 ตำบลนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม อยู่ห่างจากที่ตั้งอำเภอนาดูนไปทางทิศเหนือ ประมาณ 3 กิโลเมตร พ่อใหญ่สุ่ย ปัตตาเนย์ อายุ 81 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านหนองโง้ง เล่าว่า แต่เดิมทุ่งหนองดูนเป็นป่าดงมีต้นไม้หนาแน่น มีสัตว์ป่า เช่น เสือ ข้าง หมี หมูป่า กระทิง แรด สัตว์ป่าเหล่านั้นอาศัยน้ำในหนองดูนยังชีพ ดังนั้นบริเวณหนองดูนจึงเป็นที่ล่าสัตว์ของนายพราน ต่อมาเห็นว่า เป็นแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์จึงมีผู้มาตั้งบ้านเรือนขึ้นบริเวณใกล้ๆ หนองดังกล่าว และตั้งชื่อว่า บ้านนาดูน
                   พ่อใหญ่ก้าน ปัจจัยโก อายุ 75 ปี เจ้าของที่นาเล่าว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นน้ำดูนแล้ว เคยไปเฝ้าดูการไหลซึมของน้ำ และเห็นการไหลซึมของน้ำออกมามากกว่าปกติในวันโกนและวันพระ (ขึ้น แรม 7 , 8 และ 14 , 15 ค่ำ) และบริเวณหนองดูนแห่งนี้ จะมีน้ำไหลซึมตลอดปี จึงเป็นแหล่งน้ำดื่มของผู้คนในละแวกนั้น ตลอดจนสัตว์เลี้ยง ประกอบกับบริเวณใกล้เคียงกับหนองดูนเป็นที่ราบสลับกันเนินดิน บริเวณเหล่านี้ได้มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุ เศษกระเบื้องไห พระพิมพ์ดินเผา และพระสำริดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเนินดินทิศใต้ของหนองดูน เป็นป่ารกมีต้นประดู่ใหญ่ ใช้เป็นที่ตั้งศาลพระภูมิของหมู่บ้าน ซึ่งจะมีการทำบุญเลี้ยงเจ้าที่เจ้าทางเป็นประจำทุกปีเรียกว่าบุญหนองดูน ชาวบ้านจึงมีความเชื่อว่า บริเวณหนองดูนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เวลาผ่านไปมาจะต้องบอกกล่าว มิฉะนั้นจะได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยลงได้

ที่มาจาก : http://www.nadoon.com

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

ประวัติจังหวัดมหาสารคาม




     เมืองมหาสารคามถือว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญและยาวนานมาหลายร้อยปี เพราะได้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยคุปตะตอนปลายและปัลลวะของอินเดียผ่านเมืองพุกามมาในรูปแบบของศิลปะสมัยทวารวดี เช่น บริเวณเมืองกันทรวิชัย (โคกพระ) และเมืองนครจำปาศรี โดยพบหลักฐาน เป็นพระยืนกันทรวิชัย พระพิมพ์ดินเผา ตลอดทั้งพระบรมสารีริกธาตุ นอกจากนั้นแล้วยังได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ผ่านทางชนชาติขอม ในรูปแบบสมัยลพบุรี เช่น กู่สันตรัตน์ กู่บ้านเขวา กู่บ้านแดง และกู่อื่น ๆ รวมไปจนถึงเทวรูปและเครื่องปั้นดินเผาของขอมอยู่ตามผิวดินทั่ว ๆ ไปในจังหวัดมหาสารคาม

    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยก "บ้านลาดกุดยางใหญ่" ขึ้นเป็น เมืองมหาสารคาม เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2408 โดยแยกพื้นที่และพลเมืองราว 2,000 คนมาจากเมืองร้อยเอ็ด และโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวมหาชัย (กวด ภวภูตานนท์) เป็นพระเจริญราชเดช เจ้าเมือง มีท้าวบัวทองเป็นผู้ช่วยขึ้นกับเมืองร้อยเอ็ด  ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้แยกเมืองมหาสารคามขึ้นตรงกับกรุงเทพมหานครเมื่อ พ.ศ. 2412 และร้อยเอ็ดได้แบ่งพลเมืองให้อีก 7,000 คน พลเมืองเดิมอพยพมาจากเมืองจำปาศักดิ์ ท้าวมหาชัยและท้าวบัวทองนั้นเป็นหลานโดยตรงของพระยาขัติยวงศา (สีลัง) เจ้าเมืองคนที่ 2 ของเมืองร้อยเอ็ด เดิมกองบัญชาการของเมืองมหาสารคามตั้งอยู่ที่เนินสูงแห่งหนึ่งใกล้กุดนางใย ได้สร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและศาลมเหศักดิ์ขึ้นเป็นที่สักการะของชาวเมือง ต่อมาสร้างวัดดอนเมืองแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นวัดข้าวฮ้าว (วัดธัญญาวาส) และได้ย้ายกองบัญชาการไปอยู่ริมหนองกระทุ่มด้านเหนือของวัดโพธิ์ศรีปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2456 หม่อมเจ้านพมาศ นวรัตน์ เป็นปลัดมณฑลประจำจังหวัด โดยความเห็นชอบของพระมหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิริยะศิริ) ได้ย้ายศาลากลางมาอยู่ ณ ที่ตั้งศาลากลางหลังเดิม (ที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคามปัจจุบัน) และในปี พ.ศ. 2542 ได้ย้ายศาลากลางมาอยู่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน มีผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัดรวม 46 คน


ที่มาจาก : https://th.wikipedia.org